เรื่องย่อ ยอดหญิงปันซู (Ban Shu Legend) ตอนที่ 3

ซู่ลี่ประทับใจในไหวพริบและสติปัญญาของปันซูจึงอยากเก็บนางไว้ข้างกาย เขาบังคับให้ปันซูแต่งงานกับตนโดยเอาชีวิตของจงซูมาข่มขู่ ปันซูเลยท้าให้ซู่ลี่แข่งม้ากับตนก่อนโดยบอกว่าหากเขาเป็นข้างชนะคุณจะยอมแต่งงานกับเขาแต่โดยดี ปันซูแอบกระซิบอะไรบางสิ่งที่ข้างหูม้าของซู่ลี่ จากนั้นก็ขอให้ซู่ลี่ปล่อยตัวอาของคุณ เมื่อซู่ลี่ยอมทำตามปันซูก็ควบม้านำหน้าไปก่อน ปรากฏว่าม้าของซู่ลี่วิ่งช้ากว่าปกติจึงตามปันซูไม่ทัน ปันซูล่อให้ซู่ลี่ควบม้าตามมาที่สะพานแขวนซึ่งเชื่อมต่อระหว่างภูเขาสองลูก จากนั้นก็ตัดเชือกขึงสะพานทำให้ซู่ลี่และสมุนตกลงไปยังหุบเหวที่มีแม่น้ำเบื้องล่าง เมื่อจงซูมาถึงก็พบว่าสะพานขาดทำให้ไม่อาจร่วมเดินทางไปฝูเฟิงกับปันซูได้

ปันซูเดินจูงม้าผ่านป่ายามค่ำคืนตามลำพังในสภาพหิวโหย คุณได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงเลยเดินตามเสียงไปและกล่าวชมว่าร้องเพลงเพราะ หญิงคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้ยินเสียงท้องปันซูร้องจึงแบ่งอาหารให้ทาน ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบใกล้เผ่านา  เมื่อหญิงคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วบอกว่าพวกเขามาตามจับตน ปันซูเลยยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยแกล้งทำเป็นวิ่งหนีเพื่อให้เบี่ยงเบนความสนใจแต่สุดท้ายก็โดนจับ หญิงสาวไม่ต้องการให้ปันซูเดือดร้อนเลยยอมเผยตัวและบอกให้ทุกคนปล่อยปันซู เมื่อมองว่าปันซูเป็นห่วง คุณจึงบอกปันซูว่าชายกลุ่มนี้จะไม่รังแกตนเพราะเป็นคนของสามี จากนั้นก็แอบขอให้ปันซูช่วยส่งจดหมายให้ตนฉบับหนึ่ง

เหล่าขุนนางฉวยโอกาสนำเหตุการณ์ที่เว่ยอิงพาทหารไปติดกับดักกลุ่มโจรจนทำให้มีทหารบาดเจ็บจำนวนอย่างมากื่นฎีกากับไทเฮา โดยกล่าวหาว่าเว่ยอิงทำการโดยบุ่มบ่ามและเอาความแค้นส่วนตัวเป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใต้บังคับบัญชา จึงขอให้ไทเฮาลงโทษและปลดเขาจากการเป็นแม่ทัพ แม้ไทเฮาจะรู้ว่าเว่ยอิงถูกปรักปรำ แต่พระองค์ไม่อาจออกหน้าปกป้องเว่ยอิงได้จึงจำเป็นต้องสั่งลงโทษตามกฏ จากนั้นก็คิดแผนให้องค์เต้ซึ่งยังทรงพระเยาว์และซุกซน เอ่ยปากขอตัวเว่ยอิงมาเป็นพระอาจารย์ของพระองค์

เรื่องย่อ สัญญาณลับ ล่าข้ามเวลา (Signal) ตอนที่ 9

หัวหน้าอันไม่เชื่อว่ารายชื่อกลุ่มนี้จะช่วยให้ซูฮยอนจับคนร้ายได้ เพราะในนั้นมีรายชื่อพยาบาลกว่า 100 คน ที่สำคัญเวลาในการไขคดีเหลือน้อยลงทุกทีจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปหาทุกคน แฮยองแย้งว่าไม่จำเป็นต้องออกไปหาทุกคนเพราะตนได้พูดออกสื่อไปแล้ว เขาเชื่อว่าควรต้องมีใครบางคนรู้จักคนร้าย ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีใครโทรฯ มาแจ้งเบาะแส แต่ภายในหนึ่งชั่วโมงต้องมีคนโทรฯ มาแน่ เพราะตนโกหกว่ามีหลักฐานเอาผิด คนร้ายได้ยินแล้วต้องแสดงท่าทีผิดแปลกไปจากปกติจนคนอื่นรู้สึกได้  และสิ่งที่คนร้ายจะทำเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังจะโดนจับคือหายตัวไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือเปล่าก็เตรียมเก็บข้าวของ ทันใดนั้น ก็เริ่มมีคนโทรศัพท์มาแจ้งเบาะแส ซูฮยอนจึงขออนุพี่น้องหัวหน้าอันสืบคดีนี้ต่อโดยบอกว่าหากมีเรื่องผิดพลาดคุณจะขอรับผิดชอบเอง หัวหน้าอันแย้งว่าคุณไม่อยู่ในฐานะที่จะแบกรับความรับผิดชอบ (แต่เป็นหัวหน้าหน่วยอย่างเขาต่างหาก) จากนั้นก็สั่งให้คุณไปจับตัวคนร้ายและเค้นคำยอมรับสารภาพหรือหลักฐานที่แน่นหนามาให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง 

20 ชั่วโมงก่อนคดีหมดอายุความ ซูฮยอนกับแฮยองเดินทางไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งตามที่มีผู้แจ้งเบาะแส ระหว่างเดินทางแฮยองดูรายงานการใช้บัตรเครดิตของฮยองจุนแล้วฟันธงว่าคนร้ายนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าแบรนด์เนมเพราะเสพติดการช้อปปิ้ง แถมยังเกาะติดเทรนด์แฟชั่น ใช้แต่ของแบรนด์หรู และชอบพกกระจกเล็กๆ ครั้นไปถึงโรงพยาบาลและตรวจดูข้าวของต่างๆ ในล็อคเกอร์ของพยาบาลที่ทำตัวน่าสงสัยแล้ว แฮยองก็ฟันธงว่าพยาบาลคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่ใช่คนร้าย เพราะคุณต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแม่เลยแทบไม่ใช้บัตรเครดิต ทั้งยังรักสุนัข ซึ่งผิดวิสัยของคนเป็นโรคหพอดีเอง (คนเป็นโรคนี้จะไม่ใส่ใจคนอื่นนอกจากตัวเอง) 

หลังคว้าน้ำเหลวกับเบาะแสแรก ทั้งคู่ก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่าเบาะแสที่สองเป็นการกลั่นแกล้งกัน หลังจากนั้นยังคงไม่มีความก้าวหน้าอะไรก็แล้วแต่กระทั่งเหลืออีก 6 ชั่วโมงก่อนคดีหมดอายุความ พยาบาลยูนได้โทรฯ มาแจ้งเบาะแสว่า "คัง เซยอง" เพื่อให้นร่วมงานของคุณ อาจเป็นคนร้ายที่ตำรวจกำลังตามหา เมื่อตำรวจสืบสวนไปถึงโรงพยาบาลยองอินในกรุงโซล พยาบาลยูนก็แจ้งว่าก่อนทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวชซอนอิล เซยองเคยทำงานที่แผนกศัลยกรรมมาก่อน อยู่ๆ คุณก็หายตัวไปหลังเห็นข่าว ซ้ำยังปิดมือถือ เมื่อพยาบาลยูนพาตำรวจไปตรวจดูล็อคเกอร์ที่ติดป้ายชื่อเซยอง ก็พบปฏิทินที่ถูกทำเครื่องหมายกากบาทบนวันที่โดยกล่าวว่าวันที่ 29 กรกฎาคม (วันนี้) เป็นวันสุดท้าย แถมในนั้นยังมีรองเท้าส้นสูงสีแดงอีกด้วย (ตำรวจคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นส่งภาพถ่ายภายในล็อคเกอร์ไปให้ซูฮยอนทางโทรศัพท์ด้วย) ซูฮยอนกับแฮยองติดอยู่บนถนนที่สภาพการจราจรแน่นหนาเลยทำได้เพียงสอบถามความก้าวหน้าต่างๆ ทางโทรศัพท์ พอรู้ว่าเซยองใช้บัตรเครดิตจองโรงแรมที่ปูซานทั้งคู่ต่างก็หัวเสีย ขณะที่หัวหน้าอันสั่งให้ลูกน้องประสานความร่วมมือกับโรงพักปูซานในการส่งตัวเซยองมาทางเฮลิคอปเตอร์

เรื่องย่อ ฮวารัง อัศวินพิทักษ์ชิลลา (Hwarang: The Poet Warrior Youth) ตอนที่ 11

เมื่อซัมเมกจงเดินออกมาทางด้านนอกก็พบมักมุนผู้ใสซื่อยืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่ามักมุนเป็นใครจึงหันไปมองด้วยความแปลกใจ ทั้งคู่เผชิญหน้ากันได้สักพักฮยอนยกก็ตามออกมา ฮยอนยกไม่ทันเห็นมักมุนจึงร้องเรียกซัมเมกจงว่า "ฝ่าบาท" (มักมุนได้ยินเต็มสองหูก็รู้สึกตกอกตกใจ) ซัมเมกจงรีบยกมือห้ามไม่ให้ฮยอนยกพูดต่อ เมื่อพบว่ามีคนเห็นหน้าและรู้ฐานะของซัมเมกจงแล้วฮยอนยกก็รู้สึกตระหนกตกใจ ซัมเมกจงรู้ว่ามักมุนจะมีชะตากรรมเช่นไรแต่ไม่อาจช่วยอะไรได้ มักมุนเริ่มรู้สึกตัวว่าตนมาโผล่ผิดที่ผิดเวลาจึงหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีทันที ฮยอนยกเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งตามไป เมื่อมองว่าตามไม่ทันเขาจึงควบม้าไล่ตาม

มักมุนวิ่งหนีตายสุดชีวิต โชคดีที่มูมยองช่วยดึงตัวเขาให้นั่งหลบหลังกำแพงแทนที่จะวิ่งพล่านไปทั่ว หลังรอดพ้นคมดาบของฮยอนยกมาได้ มักมุนก็ละล่ำละลักบอกมูมยองว่าตนเพิ่งจะเห็นพระราชา ขณะนอนบนกองฟาง มักมุนยังคงยืนกรานว่าตนได้ยินคนเรียกพระราชาว่า "ฝ่าบาท" มูมยองไม่เชื่อว่าจะเป็นได้เลยแย้งว่าพระราชาต้องอยู่ในวัง จะออกมานอนนอกวังให้ลำบากทำไม มักมุนหมดปัญญาอธิบายจึงพยายามบรรยายหน้าตาพระราชาที่ตนเห็นเพื่อให้เป็นการการันตีแต่ดันบอกได้เพียงว่าทรงมีหน้าตาเหมือนพระราชาทั่วๆ ไป มูมยองกล่าวว่าบางทีมักมุนอาจฟังผิด คำว่า "ฝ่าบาท" ที่มักมุนได้ยิน จริงๆ แล้วอาจเป็น "อัดเจ้าดีมั๊ย" (สองคำนี้ออกเสียงเหมือนกัน) พูดจบเขาก็แกล้งอัดมักมุน มูมยองมองว่าขืนปล่อยให้มักมุนออกไปเดินเพ่นพล่านในเมืองหลวงตอนกลางวันแสกๆ มีหวังไม่รอดแน่ (ทั้งจากเงื้อมือโตโกและฮยอนยก) เพราะมักมุนเป็นคนตัวสูงโย่งจึงโดดเด่นสะดุดตาเกินไปทำให้พบเห็นได้ง่าย เลยบอกให้มักมุนนำสร้อยมาให้ตนแล้วตนจะออกไปตามหาครอบครัวให้เอง  มักมุนถามว่าถ้าเช่นนั้นจะให้ตนทำอะไร มูมยองจึงบอกให้มักมุนไปพบตนที่หน้า "อกทา" (คลับไฮโซสุดหรูแห่งยุค) หลังพระอาทิตย์ตกดิน

วันรุ่งขึ้นมูมยองนำสร้อยคอไปตระเวนหาเบาะแสครอบครัวของมักมุนในตลาด ปรากฏว่าไม่มีพ่อค้าแม่ค้าคนไหนรู้จักหรือเคยพบเห็นคนที่สวมสร้อยคอแบบเดียวกัน เมื่อเดินมาถึงกลางตลาดเขาก็จำได้ว่าเคยเจออาโรโดยบังเอิญที่นี่เมื่อวันก่อน เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทั้งใบหน้า รอยยิ้ม และคำพูดของคุณ (ที่ชมว่าเขาหล่อสุดๆ) ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และนั่นก็ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมา เขาพยายามกวาดตามองหาคุณแต่ก็ไม่เจอแม้เงา

เรื่องย่อ หนุ่มหน้าใส หัวใจนักปรุง (Delicious Destiny) ตอนที่ 5

ในเวลาเดียวกันนั้น จ้าวหานกำลังนั่งดูคลิปวีดีโอของเหตุการณ์ที่ไซต์งานในวันนี้ (ซึ่งรวมทั้งตอนที่ประธานหลี่บอกให้อี่หลานโบ้ยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาส่วนตัวของเสี่ยวจ้าว)  จากนั้นก็กดปุ่มส่งคลิปพร้อมข้อความ "กลุ่มบริษัทสกุลหลี่หน้าเลือด!" หลังส่งข้อความเขามีสีหน้าเหมือนไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่หลังจากเห็นรูปครอบครัวภาพความทรงจำที่แสนเจ็บปวดในวัยเด็กก็ผุดขึ้นมา (พ่อผู้ล่วงลับของเขากับประธานหลี่เคยเป็นเพื่อให้นรักกัน) เขาเคียดแค้นประธานหลี่ที่หักหลังพ่อของตน เลยหมายมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางให้ประธานหลี่ชดใช้ทุกความเจ็บปวดที่ครอบครัวตนได้รับ และจะทวงคืนทุกสิ่งที่ประธานหลี่แย่งชิงไปจากครอบครัวตน

ในที่สุด อวี่เจ๋อก็พาเจียหมิงไปส่งเทปรายการให้รถตู้ทัน แต่เพราะว่าเขาพาคุณลัดเลาะไปตามถนนแคบๆ และขับฝ่าลังสิ่งของจึงทำให้สีรถหรูถลอกเป็นแนวยาว เจียหมิงกัดฟันพูดว่าจะจ่ายค่าซ่อมสีให้ แต่อวี่เจ๋อกลัวคุณหมดตัวเลยบอกว่าไม่จำเป็น

ผอ.โจวเรียกเจียหมิงกับจ้าวหานไปพบเพื่อให้แจ้งว่ารายการ "เหม่ยเว่ยอีเค่อ" (แปลตรงๆ ได้ว่า "ช่วงเวลาที่แสนอร่อย" และยังเป็นชื่อเรื่องด้วย) ที่ทั้งคู่รับผิดชอบจะออกอากาศคืนนี้เป็นตอนสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่าเรตติ้งคนดูตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จ้าวหานแย้งว่าความจริงแล้วรายการของพวกตนมีชื่อในทางที่ดีก็แค่มีงบจำกัดเลยไม่สามารถเชิญคนมีชื่อเสียงมาร่วมรายการได้ ผอ.โจวชี้ว่าเพราะไม่มีคนที่ใครๆก็รู้จักเลยไม่มีอะไรเป็นกระแสให้คนดูติชมเพราะอย่างงี้เรตติ้งถึงต่ำ บริษัทไม่สนว่าชื่อเสียงของรายการเป็นอย่างไรแต่จะประเมินจากเรตติ้งคนดูหรือตัวเลขแค่นั้นเขาเสนอให้จ้าวหานทำรายการใหม่ ส่วนเจียหมิงต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เพราะคุณเป็นเพียงพนักงานสัญญาจ้าง (ถูกจ้างให้มาทำรายการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว) เมื่อรายการถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้างจึงเป็นอันสิ้นสุด

จ้าวหานไม่เห็นด้วยกับการฉีกสัญญาว่าจ้างเจียหมิง เขาพยายามปกป้องคุณโดยชี้ว่าคุณเป็นคนคิดรูปแบบรายการ "เหม่ยเว่ยอีเค่อ" มาตั้งแต่ต้น ถึงเรตติ้งจะต่ำแต่อย่างน้อยคุณก็ได้สร้างสรรค์รายการรูปแบบใหม่ ครั้นเห็นรายงานข่าวที่กล่าวว่ามีเชฟชาวจีนชื่อ "หลี่อวี่เจ๋อ" คว้ารางวัลเหรียญทองในการแข่งขันสุดยอดเชฟอาหารตะวันตกทางทีวี (อวี่เจ๋อเป็นเชฟชาวจีนคนแรกที่คว้าเหรียญทองดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เจียหมิงจึงเสนอให้เชิญเชฟหลี่อวี่เจ๋อมาออกรายการโดยรับรองว่าเรตติ้งต้องพุ่งแน่ ผอ.โจวมองว่าเชฟหลี่กำลังดังเลยให้โอกาสเจียหมิงอีกที โดยบอกว่าถ้าเจียหมิงเชิญเชฟหลี่มาออกรายการได้สำเร็จ ตนจะยอมให้เจียหมิงทำรายการต่อ จ้าวหานแนะให้เจียหมิงเชิญคนอื่นเพราะรู้ดีว่าอวี่เจ๋อไม่มีทางมาแน่ แต่เจียหมิงไม่ยอมแพ้และหมายมั่นว่าจำเป็นจะต้องเชิญเชฟหลี่มาร่วมรายการให้ได้

เรื่องย่อ วีรสตรีนักสู้กู้แผ่นดิน (The Princess Weiyoung) ตอนที่ 6

หลังพบหน้ามารดาเป็นนัดแรกในรอบสิบกว่าปี เหอซีอ๋องก็รีบเข้าไปหาและก้มกราบ ครั้นมองว่าซินเอ๋อร์โตเป็นสาวแล้วเขาก็รู้สึกตระหนกตกใจ ไทเฮาไม่เคยนึกฝันว่าจะมีวันนี้ วันที่พวกตนได้อยู่พร้อมหน้า จึงเปรยว่าต่อให้ต้องตายเดี๋ยวนี้คุณก็ตายตาหลับ ขณะจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดมารดาในยามค่ำคืน เหอซีอ๋องดื่มขอบคุณหลี่หมิ่นเฟิงที่เดินทางมาส่งตนถึงที่นี่ หลี่หมิ่นเฟิงออกตัวว่าตนแค่ทำตามหน้าที่ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ในเวลาเดียวกันนั้นชื่ออวิ๋นหนานได้เคลื่อนทัพสกุลชื่ออวิ๋นมาที่หน้าจวนดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ขณะที่เหล่าพลธนูเข้าประจำการแล้วเล็งธนูขึ้นไปบนฟ้าทันที

ซินเอ๋อร์พาไทเฮาออกมาทางด้านนอกหมายอวดโคมลอยที่คุณเตรียมไว้ให้ หลังปล่อยโคมแล้วซินเอ๋อร์ก็คุกเข่าอวยพรวันเกิดไทเฮาให้มีอายุยืนยาว ครั้นได้ยินว่าซินเอ๋อร์ปล่อยโคมลอยอวยพรวันเกิดไทเฮา เหอซีอ๋องจึงชวนคนที่มาร่วมดื่มอวยพรออกไปดู เมื่อโคมลอยมาอยู่เหนือจุดที่เหอซีอ๋องและแขกเหรื่อยืนดูอยู่ ชื่ออวิ๋นหนานก็สั่งให้พลธนูยิงโคมบนท้องฟ้าทันที เมื่อโคมตกลงมาทางข้างล่างควันพิษก็ฟุ้งกระจาย หลี่หมิ่นเฟิงสบโอกาสจึงใส่ร้ายป้ายสีเหอซีอ๋องว่าคิดลอบฆ่าพวกตน (ใต้เท้าหม่าเห็นท่าไม่ดีเลยแอบชิ่งหลบ) หลังจากนั้นคนของชื่ออวิ๋นหนานซึ่งสวมรอยเป็นหทารเป่ยเหลียงก็พากันวิ่งกรูเข้าไปในจวน พลางร้องตะโกนให้ปล่อยตัวเป่ยเหลียงอ๋องและคืนแผ่นดินให้พวกตน จากนั้นก็บุกเข้าไปฆ่าเหล่าทหารเป่ยเว่ยและเจ้าหน้าที่ๆ ประจำอยู่ในจวน เหอซีอ๋องเห็นดังนั้นก็รู้สึกตกอกตกใจ หลี่หมิ่นเฟิงประกาศว่าเหอซีอ๋องเป็นกบฏจากนั้นก็ชักดาบออกมาจ่อคอเหอซีอ๋องทันที หลังทุกอย่างเป็นไปตามแผนชื่ออวิ๋นหนานจึงสั่งให้ทหารสกุลชื่ออวิ๋นเข้าไปกวาดล้างพวกกบฏและสมาชิกราชวงศ์เป่ยเหลียงให้สิ้นซาก

จวินเถากับ "ลุงหมิง" (อดีตราชองครักษ์เป่ยเหลียงและพ่อจวินเถา) จะพาซินเอ๋อร์กับไทเฮาหลบหนี แต่ซินเอ๋อร์เป็นห่วงบิดาและไม่เชื่อว่าบิดาคิดก่อกบฏเลยไม่ยอมหนีเอาตัวรอด เหอซีอ๋องถูกทหารคุมตัวเผ่านาในห้องที่จัดงานเลี้ยงเมื่อครู่ (อดีตท้องพระโรงของราชวงศ์เป่ยเหลียง) ชื่ออวิ๋นหนานซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สั่งให้เหอซีอ๋องคุกเข่าต่อหน้าตน ครั้นเหอซีอ๋องไม่ยอมทำตาม หลี่หมิ่นเฟิงจึงเตะขาเหอซีอ๋องแล้วกดตัวให้คุกเข่า ซินเอ๋อร์ซึ่งแอบดูอยู่ข้างนอกเห็นบิดาโดนลบหลู่แล้วอดรนทนไม่ไหวจึงคิดที่จะออกไปช่วยแต่ไทเฮาห้ามไว้เพราะขืนออกไปมีแต่จะตายเปล่า เหอซีอ๋องเตือนว่าฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งตนเป็นเหอซีอ๋อง คนที่เป็นเพียงแม่ทัพอย่างชื่ออวิ๋นหนานจึงไม่อาจฆ่าตนได้ตามใจชอบ แต่ชื่ออวิ๋นหนานไม่สนใจ เขาประกาศว่าเหอซีอ๋องคิดก่อกบฏและฆ่าตัวตายหลังถูกตนเปิดโปง จากนั้นก็ลงมือฆ่าเหอซีอ๋องทันที ก่อนสิ้นใจเหอซีอ๋องหันไปเห็นซินเอ๋อร์กับไทเฮาเลยพยายามบอกให้ทั้งคู่รีบหนีไป ไทเฮาจึงรีบพาซินเอ๋อร์ออกจากจวนโดยมีจวินเถากับลุงหมิงและเหล่าองครักษ์จำนวนหนึ่งคอยคุ้มกัน

ซาไกยูไนเต็ด

ชื่อภาษาไทย ซาไกยูไนเต็ด จัดจำหน่ายโดย อาร์ เอส ฟิล์ม แอนด์ ดิสทริบิวชั่น กำหนดฉาย 2 ธันวาคม 2547 เรื่องย่อ เซียนบอลนิรนามกล่าวไว้ว่า Every underdog has its dayกระทั่งทีมกระจอกที่สุด…ก็ยังมีวันของมัน การแข่งขันบอลชิงถ้วยพระราชทานปีนี้ ไม่เหมือนปีไหน เมื่อปรากฏชื่อ ซาไกยูไนเต็ด ทีมบอลโนเนมลงแข่งขัน ภายใต้การคุมทีมของเปาตุ๊ อดีตผู้ตัดสินบอล ที่โดนพิษพนันบอลจนต้องเลิกอาชีพ ตามธรรมดา ชาวเผ่าซาไก หรือที่เรียกติดปากกันว่า เงาะ จะไม่ชอบการเดินทางไกล ไม่นิยมคบหาคนภายนอก แต่คราวนี้นักเตะสิบเอ็ดตัวดำ ๆ ยอมเดินทางไกล ออกจาก อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นนัดแรกในชีวิต เพราะหวังจะแข่งขันคว้าถ้วยแชมป์บอลพระราชทาน นำทีมโดย มะม่วง กัปตันทีมซาไกยูไนเต็ด ลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า เป็นผู้แบกรับความหวังที่จะเอาถ้วยแชมป์กลับมาหมู่บ้านให้จงได้ นอกจากฝีเท้าถึงแต่ดันไม่รู้สึกตัวพลพรรคนักเตะ ซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนยังพกเอาบุคลิกใสซื่อ เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน อย่าง กระซู่ กองหน้าสุดหล่อ (ในสายตาตัวเอง) ชอบหญิงเป็นที่สุด ลูกยาง กองหลังลมกรด อ่านทางบอลขาด แต่ขี้กลัวสุด ๆ แค่ผ่านถนนยังกลัว แล้วจะปแทงบอลคู่ต่อสู้อย่างไรไหว พลิ้ว มิดฟิล์ดจอมเลี้ยงลูก ขี้เล่นเกินเหตุ จนก่อเรื่องบ่อย ๆ ฯลฯ พอเริ่มทัวร์นาเม้นท์การแข่งขัน แฟนบอลที่เคยคุ้นตากับร่างสูง หล่อ ทรงผมล้ำสมัยของเดวิด เบคแฮม เป็นต้องอึ้งเมื่อได้เห็นพลพรรคนักเตะทีมซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนที่วิ่งอาดๆลงสนามมา ทุกคนล้วนแต่ตัวดำเมี่ยม ล่ำบึกบึน ผมหยิกหยอย ฟอร์มการเล่นของทีม ซาไกยูไนเต็ด สะกดสายตาทุกคู่ในสนาม พวกเขาโชว์ฝีเท้าการถล่มประตูด้วยลูกยิงสุดแปลกไม่ซ้ำแบบใคร ลีลาเลี้ยงลูกของทีมซาไกยูไนเต็ด เป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนทุกแขนง จนพวกเขาได้รับเชิญไปออกทีวี.ทุกช่อง พูดง่าย ๆ คือ ดัง นั่นเอง เพราะภาพลักษณ์ของทีมที่ดูกระจอกมาก ๆ อาจจะเข้าติดชั้นกระจอกที่สุดในโลก ชัยชนะแต่ละนัดของทีมซาไกยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่พลิกล็อกทำเอาเซียนพนันกระเป๋าฉีกแค่นั้นแต่กระทั่ง เปาตุ๊ หัวหน้าสต๊าฟโค้ช ก็พลอยเกิดอาการ ตูอยากตาย ไปด้วยเพราะดันไปแทงพนันทีมคู่ต่อสู้เอาไว้กับเขาเหมือนกัน ใกล้เข้ารอบชิงชนะเลิศเผ่านาทุกที คู่ต่อสู้เป็นทีมเต็งจ๋า ชนิดเซียนบอลทุกสำนักฟันธงว่า นอนมาตั้งแต่ในมุ้ง เปาตุ๊เองก็คิดหาหนทางจะให้ทีมซาไกยูไนเต็ดแพ้ให้งได้ เพราะหนนี้กะถอนทุนคืนในนัดเดียว แต่เปาตุ๊จะทำอย่างไรดี ? พวกเขาจะงัดเอาความเป็น ซาไกยูไนเต็ด ออกมาต่อสู้ได้หรือเปล่า? ศรัทธาของมะม่วงจะบรรลุผลได้หรือ? ความหวังจะคว้าถ้วยแชมป์กลับไปยังหมู่บ้านจะเป็นจริงไหม? ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับ สองตีนดำ ๆ ของพวกเขาเพียงแค่นั้นใครจะรู้บางครั้ง ศรัทธา ก็บรรลุได้ด้วยการเตะ!
ดาราหนัง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง สำฤทธิ์ ไมเคิลเซน คมสันต์ ศรีธารโต กานต์ จันทร์น้อย เรวัต รุ่งเรือง เสรี เสตะบุตตะ รุสมีห์ ลอเด็ง เพียงศักดิ์ แก้วงาม เกียรติศักดิ์ เกบุตร นิพนธ์ เตยศรี อัสมาแอล เจะแห อรรถพล ทองคง อังกูร เสมอใจมิตร กำกับการแสดง สมจริง ศรีสุภาพ

INUYASHIKI – “อินุยาชิกิ: คุณลุงไซบอร์ก” (2018)

“Inuyashiki” คือไลฟ์แอคชั่นเรื่องปัจจุบันจากมังงะชื่อดังที่มีโอกาสได้เข้าฉายในบ้านเรา ซึ่งส่วนตัวไม่เคยอ่านฉบับมังงะมาก่อน แต่นั่นก็คงไม่ใช่ปัญหาในการดูหนังเรื่องนี้ เพราะเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อน แถมผู้กำกับ ชินสุเกะ ซาโต้ (จาก I Am a Hero, Gantz) ก็นำเสนอเรื่องราวออกมาได้เข้มข้น สะเทือนอารมณ์ ที่ปูทางไปสู่ไคลแม็กซ์อันดุเดือดได้อย่างน่าติดตาม

หนังใช้เวลาเพียงช่วง 10 นาทีแรกก็ทำให้ผู้ชมได้รู้จัก อิจิโร่ อินุยาชิกิ หัวหน้าครอบครัววัย 58 ปีกับปัญหาต่างๆและความกดดันในชีวิตที่เขากำลังแบกรับไว้ ตั้งแต่เรื่องการงานที่ยอดขายสินค้าไม่ได้ตามเป้า จนถูกหัวหน้าดุด่า แถมบ้านหลังใหม่ที่พึ่งจะซื้อและย้ายเผ่านาอยู่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของลูกๆและเมียเท่าไหร่ การเป็นสามีก็เหมือนจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงกับเมียได้เลย (แค่ต้องการจะรับน้องหมามาเลี้ยงก็ยังต้องเกรงใจเมีย) ส่วนบุตรสาวคนโตก็มองพ่อตัวเองเป็นพวกขี้แพ้ที่น่าเบื่อ ลูกชายก็เป็นคนเงียบๆและแทบไม่คุยกับพ่อเลย แถมซ้ำร้ายกว่านั้นคือเขาพึ่งจะถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งร้ายแรงและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 3 เดือน

กระทั่งคืนหนึ่งเขาประสบเหตุแปลกใสวนสาธารณะกลางดึก จนทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงแปลงเป็นครึ่งคน ครึ่งไซบอร์ก พร้อมพลังเหนือมนุษย์ ซึ่งเขาก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะใช้พลังนี้และใช้มันในการช่วยเหลือผู้คน แต่เรื่องอันตรายก็มาเยือนอินุยาชิกิจนได้ เมื่อ ฮิโระ ชิชิกามิ เด็กชายหนุ่มม. ปลายที่อยู่ในเหตุการณ์แปลกครั้งนั้นร่วมกับเขาและได้พลังพิเศษนี้มาเหมือนกันได้เผยตัวออกมา พร้อมประกาศศึกกับประชากรทั่งญี่ปุ่นและออกไล่ฆ่าผู้คนจำนวนมาก คนเดียวที่จะหยุดหายนะนี้ได้ก็คือคุณลุงอินุยาชิกิเท่านั้น!

ตัวละคร อินุยาชิกิ และ ชิชิกามิ นอกจากจะเป็นคนที่ร่างกายเป็นไซบอร์กเหมือนกันแล้ว ทั้งคู่ยังจัดอยู่ในประเภทคนขี้แพ้ในสังคมที่ชีวิตต้องเจอกับปัญหาต่างๆรุ่มเร้าไม่ต่างกัน ทั้งอินุยาชิกิที่ครอบครัวมีปัญหาและชิชิกามิเองที่เป็นเหมือนผลผลิตของปัญหาครอบครัวอย่างชัดเจน จนเขาเองเปลี่ยนเป็นคนเงียบๆและชอบเก็บตัว

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกข้อก็คือการนำเสนอตัวละคร ชิชิกามิ ที่เราอาจเรียกเขาว่าเป็น “วายร้าย” ได้ไม่เต็มปาก เพราะเขาคือเด็กวัยรุ่นที่ต้องทนต่อการที่ถูกพ่อทิ้งไปแต่งงานใหม่เพื่อให้อยู่อย่างสุขสบาย ทำให้เขาและแม่ต้องดูแลกันเองในบ้านเล็กๆ ส่วนเพื่อให้นสนิทในโรงเรียนก็มีเพียงคนเดียว แถมแม่ผู้แสนดียังมาป่วยเป็นโรคร้ายอีก หนึ่งในประโยคที่สะท้อนความนึกคิดของชิชิกามิออกได้มาได้ชัดเจนก็คือ “ทำไมเรื่องร้ายๆถึงเกิดกับแม่ ทั้งที่แม่ไม่ได้ทำอะไรเลย” รวมทั้ง “ถ้าคนแปลกหน้าที่นายไม่รู้จักถูกฆ่าตายไป นายจะร้องไห้ให้พวกเขาไหม?” ที่ชิชิกามิพูดกับ ช็อคโก (เพื่อให้นสนิท) หลังกล่าวยกตัวเองเป็นพระเจ้า

ถึงแม้ว่า ชิชิกามิ จะมีแรงจูงใจที่จะกลายมาเป็นวายร้ายสุดเหี้ยมได้ง่ายๆ แต่เขาก็ไม่ใช่ตัวละครที่ดำมืดแบบซะทีเดียว หนึ่งในฉากที่แสดงให้มองว่า ชิชิกามิ ยังมีความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอยู่ในตัวก็คือฉากที่เขาแสดงออกเมื่อถูกเพื่อให้นสาวร่วมห้องมายอมรับสารภาพรักตรงหน้า

“เราไม่สามารถปกป้องใครได้เลย” เป็นประโยคที่ตอกย้ำอยู่ในหัวของ ชิชิกามิ หลังต้องเจอกับความสูญเสียที่สะเทือนใจ จนทำให้ตัวเขาเองเปลี่ยนเป็น “ระเบิดเวลาแห่งความเกลียดชัง” ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่วน อินุยาชิกิ เขาต้องเผชิญปัญหาเหมือนกันกับการถูกสมาชิกในครอบครัวตอกย้ำว่า “ไม่มีศักยภาพดีพอที่จะดูแลใครได้” แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดบนพื้นฐานความถูกต้อง

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ “Inuyashiki” เป็นหนังที่เข้าฉายทุกที่ ถูกเวลาในบ้าเรามากและควรไปดูกันก็คือการแทรกใจความสำคัญ “Cyberbullying” เผ่านาได้อย่างเข้มข้น สะเทือนอารมณ์และเต็มไปด้วยความร้ายแรงที่ผลักดันตัวละครไปสู่ความสูญเสียและการเอาคืนบรรดาเกรียนคีย์บอร์ดที่สะใจอย่างที่สุด รวมทั้งตัวละครผู้รายงานข่าวในเรื่องที่เหมือนเครื่องจักรไร้หัวใจในฉากสัมภาษณ์สดที่ยิงคำถามใส่แม่ผู้ต้องหาแบบไม่ห่วงใยความรู้สึกใดๆของอีกข้างเลย

ด้านดารา โนริทาเกะ คินาชิ สวมบทเป็นลุงไซบอร์กได้ดี แต่อาจจึงควรยอมให้กับการแสดงของ ทาเครุ ซาโต้ (Ajin, Rurouni Kenshin) ที่ผลิกบทมาเป็นวายร้ายที่ต้องจำใจร้ายได้เยี่ยมกับการเป็นคนที่ถูกพรากทุกอย่างในชีวิตไป จนเปลี่ยนเป็นคนที่เกลียดชังทุกสิ่งบนโลกใบนี้ นับเป็นตัวละครวายร้ายที่ทำให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจและแอบสะใจในความประพฤติบางสิ่งบางอย่างของเขา ซึ่งตัวละครนี้มีส่วนช่วยยกระดับให้ “Inuyashiki” ก้าวผ่านจากแค่หนังไลฟ์แอคชั่นจากมังงะไปเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีแตกต่างกับหนังฮีโร่อื่นๆในตลาดตลอดหลายปีมานี้อีกด้วย (ส่วนหนึ่งก็เพราะการมีฉากโหดๆแทรกอยู่ในเรื่องที่เสริมให้เรื่องราวนี้ดูจริงจริง มืดหม่น และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง)

The Green Hornet

ตามจริงแล้วปักษ์นี้ผมตั้งมั่นจะแนะนำหนังรักโรแมนติกให้สักเรื่อง เพราะพึ่งจะผ่านช่วงเทศกาลแห่งความรักมาไม่กี่วัน แต่พอดูโปรแกรมหนังในเดี๋ยวนี้แล้ว ทั้งๆ ที่เป็นเทศการแห่งความรัก แต่ก็หาหนังรักๆ สักเรื่องแทบไม่มี ที่มีอยู่หรือพึ่งจะเข้าฉาย ก็เป็นหนังเกรด B เชื่อว่าคงอยู่ในโปรแกรมแค่สัปดาห์เดียวก็คงออกจากโปรแกรมแล้ว จึงไม่อยากแนะนำ หันไปหันมาก็มีหนังอยู่แค่ 2 เรื่องเท่านั้นที่น่าแนะนำในระยะนี้ เรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์จีน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด คิดไปคิดมาปักษ์นี้ขอแนะนำหนังจากฮอลลีวู้ดก็แล้วกันนะครับ ภาพยนตร์ที่ว่านี้คือเรื่อง The Green Hornet หรือที่มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "หน้ากากแตนอาละวาด" เป็นหนังแนว ตลกแอ็คชั่น The Green Hornet เคยเป็นละครวิทยุที่อเมริกาในยุค 30 มาก่อน ต่อมาในยุค 60 ได้มีผู้นำมาสร้างเป็นซีรี่ส์ฉายทางทีวี ที่สงผลให้ชื่อของ บรูซ ลี ที่รับบทเป็น คาโต้ และ แวน วิลเลียมส์ ที่รับบท บริท ริ้ด ดังเป็นฟลุแตกในอเมริกามาแล้ว สำหรับในเวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นี้ ได้ผู้กำกับมือดีอย่าง มิเชล กอนดรี้ มาเป็นผู้กำกับให้ สำหรับตัว มิเชล กอนดรี้เขาเป็นทั้งผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์, ผู้กำกับงานโฆษณา, และผู้กำกับมิวสิควีดีโอที่ได้รับรางวัลมาแล้วอย่างอย่างมาก ในส่วนของภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้เขาเป็นอย่างมากก็คือเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind ชื่อไทยว่า "ลบคุณ…ให้ไม่ลืม" ซึ่งนำแสดงโดย จิม แคร์รี่ กับเคท วินสเล็ต คว้ารางวัลออสการ์ จากบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 2005 มาแล้ว ก่อนหน้าที่ มิเชล กอนดรี้จะทำ The Green Hornet เขาก็ ได้ลองทำภาพยนตร์ ตลกแอ็คชั่น มาเรื่องหนึ่งคือ Be King Rewind "ใครจะว่า…หน้งข้าเนี๊ยะแหละเจ๋ง" ออกมาลองดูแต่ไม่ประสบผลสำเร็จสักเท่าไหร่นัก และเรื่อง The Green Hornet ถือเป็นหนัง "ตลกแอ๊กชั่น" เรื่องที่สองที่เขาลองทำออกมา ก็ต้องมาดูซิว่า เรื่องนี้จะแก้มือให้เขาในฐานะผู้กำกับ "ตลกแอ๊กชั่น" มือใหม่ได้ไหม เรื่องย่อ บริท รี้ด (เชธ โรแกน) ลูกชายเจ้าพ่อสื่อที่โด่งดังที่สุดในแอลเอ ที่ใช้ชีวิตเสเพล ไร้จุดหมายไปวันๆ จนวันหนึ่งชีวิตกลับผกผัน เมื่อพ่อของเขา (ทอม วิลคินสัน) เสียชีวิตอย่างมีปริศนา และทิ้งอาณาจักรสื่อที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้ บริท จึงมองว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสร้างเป้าหมายในชีวิต จึงร่วมมือกับ คาโต้ (เจย์ โชว์) คนดูแลรถผู้แสนขยันในบริษัทพ่อของเขา บริท รี้ดใช้มรดกหลายพันล้านที่พ่อเขาทิ้งไว้ให้มาทำให้เกิดประโยชน์ ด้วยการต่อสู้กับอาชญากร โดยทั้งคู่คิดว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่จะปราบพวกวายร้ายคือการปลอม ตัวเป็น อาชญากรเสียเอง พร้อมท้าทายกฎหมายด้วยการออกอาละวาดไปทั่วเมือง โดยใช้ชื่อว่า "The Green Hornet"
คาโต้ ใช้ความเป็น อัจฉริยะ และความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม สร้างสุดยอดอาวุธ แบล็ค บิวตี้ (The Black Beauty) รถยนต์ติดอาวุธขั้นร้ายแรง ที่ไม่มีใครทำลายล้างได้ จน The Green Hornet และ คาโต้ ชื่อดังในชั่วผ่านคืน และด้วยความช่วยเหลือของ ลีนอร์ เคส (คาเมรอน ดิแอซ) เลขาคนใหม่ของ บริท พวกเขาก็เริ่มไล่ล่าตัว เบนจามิน ชัดนอฟสกี้ (คริสตอฟ วอลซ์) เจ้าพ่อผู้ควบคุมโลกด้านมืดของแอลเอไว้ในอุ้งมือ แต่ ชัดนอฟสกี้ ก็มีแผนการที่จะกำจัด The Green Hornet ให้สิ้นซากเช่นกัน ในเรื่องของการแสดงของ เชธ โรแกน ที่มารับบท บริท ริ้ด ในเรื่องนี้คงไม่ต้องเอ๋ยถึงแล้ว เพราะว่าเราเคยเห็นผลงานของ โรแกนมาแล้วอย่างมากไม่ต่ำกว่า 10 เรื่องแน่ๆ ซึ่งส่วนมากแล้วโรแกนก็มักได้รับบทตลกเช่นนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เรียกว่างานสร้างเสียงหัวเราะเป็นหน้าที่ของเขาที่จะเรียกคนดูได้ดีเลยทีเดียว นอกจากเรื่อง นี้เขาจะได้รับบทเด่นแล้ว เขายังพ่วงตำแหน่งคนเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อีกตำแหน่งด้วยเรียกว่า เขียนบทเอง เล่นเองเลย แล้วใครจะรู้บ้างว่า โรแกน เคยเป็นผู้ให้การสร้าง มาแล้ว มีหลายเหตุผลที่ทำให้เขาแฮปปี้กับงานแสดงและเขียนบท ด้วยรายได้ในประเทศ กับภาพยนตร์สุดฮิตช่วงซัมเมอร์ที่เขาได้แสดงไว้สองเรื่องจะเป็นหนังที่ทำเงินทั้งสองเรื่อง โดยเรื่องแรก "Kuocked Up" ที่เขาแสดงประกับ แคทคุณรีน เฮเกล ทำรายได้ไปเกือบ 150 ล้านเหรียญ และเรื่องที่สอง "Superbad" ภาพยนตร์วัยรุ่นซึ่งเป็นหนังตลกกึ่งอัตชีวประวัติ ที่เขาเป็นคนเขียนบทเอง แสดงนำเอง และเป็นผู้อวยการสร้างเอง กวาดรายได้ไปเกือบๆ 120 ล้านเหรียญในอเมริกา
ใน ส่วนของ เจย์ โชว์ ที่มารับบท คาโต้ ผู้ชำนาญการเรื่องของรถในเรื่องนี้ ดูเกร็งๆไปสักหน่อย อาจจะเป็นเพราะว่า เจย์ โชว์ได้ร่วมแสดงในแบบฉบับฮอลลีวู้ดแบบเต็มตัวเป็นนัดแรกก็ว่าได้ หรือเปล่าก็เพราะว่าบทนี้ เคยเป็นของ บรูซ ลี มาก่อน ซึ่ง บรูซ ลี ก็แสดงไว้ดีมากเสียด้วย เจย์ โชว์ ก็อาจจะคิดว่า กลัวการแสดงของเขาสู้ดาราคนเก่าไม่ได้จึงเกร็งๆไป แต่ถึงกระนั้น เจ ย์ โชว์ ก็ยังคงแสดงศักยภาพด้านการแสดงที่ทุ่มเทออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ให้สมกับเป็นผู้แสดงแถวหน้าของเอเชียอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนให้แฟนคลับลำคาญใจแม้แต่นอน ยังมีอีกสองคนที่ผมต้องการจะกล่าวถึงคือ คาเมรอน ดิแอซ ที่รับบทเป็น ลีนอร์ เคส เลขาคนใหม่ของ บริท แม้คุณจะเล่นหนังมาแล้วหลายเรื่อง (The Mask เล่นกับ จิม แคร์รี่ ,The Last Supper เล่นกับ แอนน่าเบธ กิช รอน แอลดาร์ด โจนาธาน เพนเนอร์ และคอร์ดนี่ย์ บี แวนซ์, Feeling Minnesota เล่นกับ คีอานู รีฟส์ และ วินเซนต์ ดี โอโนฟรีโอ ) แต่เรื่องนี้ผมว่าคุณสวยเป็นพิเศษ แม้บทเรื่องนี้คุณดูจะน้อยกว่าผู้แสดงหลักทั้งสองคน แต่คุณก็ยังคงไม่ทิ้งมาดผู้แสดงสาวมาดมั่นของคุณลงไปได้ คนสุดท้ายที่ผมอยากเอ่ยถึงคือ คริสตอฟ วอลซ์ ที่รับบทเป็น เบนจามิน ชัดนอฟสกี้ เจ้าพ่อในด้านของความมืด ซึ่งเขาเคยได้รับรางวัลออสการ์จากเรื่อง Inglourious Basterds มาแล้ว คริสตอฟ วอลซ์ แสดงบทเจ้าพ่อมาเฟียได้สมหน้าที่ดีครับ การแสดงของเขาสมกับเป็นพวกอาชญากรที่โหดเหี้ยมได้ดีซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกไป ตามนั้นตลอดที่ชมภาพยตร์เรื่องนี้

แกล้งแต่งไม่แกล้งรัก (Just Go With It)

Just Go with It เป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้อเมริกันปี 2011 ที่กำกับโดยเดนนิสดูแกนเขียนบทโดยอัลลันโลบและทิโมธีโดว์ลิ่งและนำแสดงโดยอดัมแซนด์เลอร์ (ซึ่งร่วมอวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย), เจนนิเฟอร์อนิสตัน, นิโคลคิดแมน, นิค Swardson และบรู๊คลินเด็คเกอร์ มันมาจากภาพยนตร์เรื่อง Cactus Flower ในปี 1969 ซึ่งเป็นการดัดแปลงจากละครเวทีบรอดเวย์ปี 1965 ที่เขียนโดย Abe Burrows ซึ่งมีพื้นฐานมาจากละครเรื่อง Fleur de cactus ของฝรั่งเศส

การผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553 ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายช่วงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดยโคลัมเบียพิคเจอร์สในอเมริกาเหนือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้กว่า 214 ล้านเหรียญทำให้ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ อย่างไรก็ตามได้รับการวิจารณ์เชิงลบจากนักวิจารณ์และได้รับรางวัล Golden Raspberry Awards สองรางวัลสำหรับดารายอดแย่และผู้กำกับยอดแย่
ในปี 1988 Daniel “Danny” Maccabee (Adam Sandler) ชายวัย 22 ปีออกจากงานแต่งงานของเขาก่อนที่พิธีจะเริ่มหลังจากรู้ว่าคู่หมั้นของเขานอกใจเขาและแต่งงานกับเขาเพียงคนเดียวเพราะเขาเป็น จะไปเป็นหมอ เขาไปดื่มคนเดียวที่บาร์แห่งหนึ่งซึ่งมีหญิงสาวสวยวัยกำลังเดินเผ่านาคุณมองว่าแดนนี่มีแหวนแต่งงานอยู่ในมือจึงถามเขาเกี่ยวกับเมียของเขาซึ่งเขาอธิบายว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้คุณทิ้งเขาไปหาคนอื่นได้อย่างไร และผู้หญิงจากบาร์ก็นอนกับเขา

ยี่สิบสามปีต่อมาแดนนี่ (ตอนนี้อายุ 45 ปี) ปัจจุบันเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ประสบความสำเร็จในลอสแองเจลิสซึ่งแสร้งทำเป็นไม่สุขสบายกับการแต่งงานเพื่อให้หาผู้หญิงและเพื่อให้หลีกเลี่ยงความผูกพันที่โรแมนติกที่อาจนำไปสู่การอกหัก ผู้หญิงคนเดียวที่รู้เรื่องแผนการของเขาคือผู้จัดการสำนักงานและเพื่อให้นสนิทแคทคุณรีนเมอร์ฟี (เจนนิเฟอร์อนิสตัน) แม่ลูกสองที่หย่าร้างกัน ในงานปาร์ตี้แดนนี่ได้พบกับพาลเมอร์ (บรู๊คลินเด็คเกอร์) ครูสอนคณิตศาสตร์ชายหนุ่มชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่สวมแหวนแต่งงานและทั้งคู่ก็มีความเชื่อมโยงกัน เช้าวันรุ่งขึ้นคุณพบแหวนและถือว่าเขาแต่งงานแล้ว คุณปฏิเสธที่จะคบกับเขาเพราะพ่อแม่ของคุณหย่าร้างกันเหตุเพราะการมียก้

แทนที่จะบอกความจริงกับคุณแดนนี่บอกคุณว่าเขากำลังจะหย่าขาดจากผู้หญิงที่ชื่อเดฟลินเพราะคุณนอกใจเขากับผู้ชายที่ชื่อ “ดอล์ฟลุนด์เกรน” (ไม่ใช่ดารา) เมื่อพาลเมอร์รับรองที่จะพบเดฟลินแดนนี่ขอให้แคทคุณรีนสวมหน้าที่เป็น “เดฟลิน” และพวกเขาก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เพื่อให้แต่งตัวเหมือนเมียของรางวัล

แคทคุณรีน / “เดฟลิน” ที่สร้างขึ้นจากนั้นก็พบกับแดนนี่และพาลเมอร์และให้พรแก่พวกเขา อย่างไรก็ตามหลังจากได้ยินแคทคุณรีนคุยโทรศัพท์กับลูก ๆ ของคุณพาลเมอร์ก็สันนิษฐานว่าลูก ๆ ของคุณก็เป็นของแดนนี่เช่นกัน จากนั้นแดนนี่ก็พบกับลูก ๆ ของแคทคุณรีนเป็นการส่วนตัวแม็กกี้ (ไบเล่เมดิสัน) และไมเคิล (กริฟฟินกลัค) เพื่อให้ให้พวกเขาเล่นด้วยกันและให้นามแฝงของ “กีกี้ดี” และ “บาร์ต” ตามลำดับ แดนนี่ยอมรับข้อเรียกร้องของพวกเขาในการเป็นลูกปลอมของเขา

พาล์มเมอร์พบกับเด็ก ๆ ที่ศูนย์เด็กเล่นที่เหมือนของชัคอีชีสซึ่งแม็กกี้ใช้สำเนียงอังกฤษปลอม ๆ ส่วนไมเคิลทำตัวอารมณ์เสียมาก พวกเขาแบล็กเมล์แดนนี่ต่อหน้าพาลเมอร์เพื่อให้พาพวกเขาทั้งหมดไปฮาวาย ที่สนามบินพวกเขาทุกคนต้องแปลกใจกับเอ็ดดี้ (นิคสวาร์ดสัน) ลูกพี่ลูกน้องของแดนนี่ที่รับเอาเด็กชาวออสเตรียปลอมตัวเป็น “ดอล์ฟลุนด์เกรน” ที่แดนนี่สร้างไว้ก่อนหน้านี้เพราะเขาอยากไปฮาวายด้วย เพื่อให้รักษาคำโกหกแดนนี่และแคทคุณรีนถูกบังคับให้พาเขาไปด้วย

ที่รีสอร์ทในฮาวายแดนนี่บอกเอ็ดดี้ว่าเขากำลังพิจารณาขอพาลเมอร์แต่งงานกับเขา Katherine และ Danny ยังพบกับ Devlin Adams (Nicole Kidman) ในชีวิตจริงและสามีของคุณ Ian Maxtone-Jones (Dave Matthews) เพราะเหตุว่าการแข่งขันที่ยาวนานของแคทคุณรีนและเดฟลินแคทคุณรีนจึงแนะนำแดนนี่ในฐานะสามีของคุณแทนที่จะยอมรับว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เมื่อเวลาผ่านไปแคทคุณรีนประทับใจแดนนี่และวิธีสนุกสนานกับลูก ๆ ของคุณ

แคทคุณรีนพบเดฟลินอีกทีซึ่งชวนคุณและแดนนี่ออกไปทานอาหารค่ำ เอ็ดดี้ตกลงที่จะพาพาลเมอร์ไปทานอาหารเย็นเพื่อให้ให้แดนนี่ไปกับแคทคุณรีน ด้วยเหตุว่าเขาควรจะเป็นพนักงานขายแกะปกของเอ็ดดี้จึงเกือบปลิวเมื่อเขาถูกบังคับให้ช่วยชีวิตแกะตัวจริงที่สำลักนกหวีดของเล่น ในมื้อค่ำเดฟลินขอให้แดนนี่และแคทคุณรีนเล่าสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดเกี่ยวกับกันและกันและเมื่อแดนนีและแคทคุณรีนคุยกันพวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความข้องเกี่ยว ต่อมาเมื่อพาลเมอร์และเอ็ดดี้กลับจากนัดทานอาหารค่ำพาลเมอร์แนะนำว่าคุณกับแดนนี่แต่งงานกันตั้งแต่เอ็ดดี้ขี้เมาบอกคุณเกี่ยวกับแผนการหมั้นของแดนนี่ แดนนี่และแคทคุณรีนต่างแปลกใจกับเรื่องของคุณ แต่ในที่สุดแดนนี่ก็เห็นด้วย แดนนี่โทรหาแคทคุณรีนในภายหลังเกี่ยวกับความสับสนของเขา แต่แคทคุณรีนบอกว่าคุณจะรับงานในนิวยอร์กซิตี้เพื่อให้เริ่มชีวิตใหม่

วันรุ่งขึ้นพาล์มเมอร์เผชิญหน้ากับแคทคุณรีนเกี่ยวกับความรู้สึกของแดนนี่ที่มีต่อคุณซึ่งแคทคุณรีนไม่สนใจ จากนั้นแคทคุณรีนก็วิ่งเข้าไปหาเดฟลินที่บาร์แห่งหนึ่งและยอมรับว่าคุณแสร้งทำเป็นว่าจะแต่งงานกับแดนนี่เพื่อให้หลีกเลี่ยงความอับอาย เดฟลินรับสารภาพว่าคุณหย่ากับเอียนเพราะเขาเป็นเกย์และเขาไม่ได้ประดิษฐ์ไอพอด แต่หาเงินด้วยการฟ้องลอสแองเจลิสดอดเจอร์สหลังจากโดนลูกเหม็น แคทคุณรีนไว้วางใจเดฟลินเกี่ยวกับการรักกับแดนนี่ แต่แล้วแดนนี่ก็ปรากฏตัวขึ้นหลังคุณโดยบอกว่าเขาไม่ได้แต่งงานกับพาลเมอร์และเขาก็รักแคทคุณรีน ในขณะที่โดยสารเรือบินกลับสู่แผ่นดินใหญ่พาลเมอร์ได้พบกับนักเทนนิสอาชีพ (แอนดี้ร็อดดิก) ที่แบ่งปันความสนใจของคุณ ในเวลาต่อมาแดนนี่และแคทคุณรีนแต่งงานกัน

“TURISTAS”

เรื่องย่อ “TURISTAS”
สถานที่บางแห่ง นักท่องเที่ยวไม่ควรย่างกรายเข้าไป
ประเภท ระทึกขวัญ
อวยการสร้าง สก๊อตต์ สไตน์ดอร์ฟ (The Human Stain)
โบ เซนก้า (Scary Movie)
มาร์ค บูทาน (Good Night and Good Luck)
กำกับการแสดง จอห์น สต๊อคเวลล์ (Into the Blue, Blue Crush)
นำแสดง จอร์จ ดูฮาเมล (Transformers)
เมลิสสา จอร์จ (Sugar & Spice, Mulholland Drive, Derailed)
โอลิเวีย ไวล์ด (Alpha Dog, The Girl Next Door)
เดสมอนด์ แอสคิว (The Hills Have Eyes)
โบ การ์เร็ตต์ (Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer)
จัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์
กำหนดฉาย 28 มิถุนายน 2007
Official Site http://www.paradiselostmovie.co.uk/
เรื่องย่อ
Turistas คือภาพยนตร์ระทึกขวัญสั่นประสาทที่บอกเล่าชะตากรรมสยองของวัยรุ่นอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแบ๊คแพ็คไปบราซิลโดยหวังจะสนุกให้สุดเหวี่ยง แต่แดนสวรรค์กลับแปลงเป็นนรกบนดินเมื่อพวกเขาประสบอุบัติเหตุ และได้พบความลับสุดสะพรึงที่ซ่อนอยู่ในป่าลึก เบื้องหน้าหาดทรายขาวและน้ำสมุทรสีคราม…
บราซิล คือแดนแห่งสาวสวย หาดทรายขาว และวัฒนธรรมเปิดกว้างเป็นมิตร อเล็กซ์ (จอช ดูฮาเมล) กับน้องสาว บี (โอลิเวีย ไวลด์) และเพื่อให้นน้องสาว เอมี่ (โบ การ์เร็ตต์) คือวัยรุ่นอเมริกันที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเป็นนัดแรก บนรถบัสเก่าเสื่อมโทรมที่วิ่งขึ้นเขาบนถนนขรุขระ พวกเขาได้พบกับ พรู (เมลิสสา จอร์จ) นักท่องเที่ยวสาวแสนสวยที่พูดภาษาโปรตุเกสซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นตรงนั้นได้ พร้อมกับฟินน์และเลียม (เดสมอนด์ แอสคิว และ แม็กซ์ บราวน์) วัยรุ่นอังกฤษที่มาเที่ยวบราซิลเพราะกิตติศัพท์ความสวยของสาวที่นี่
หลังจากประสบอุบัติเหตุรถบัสชน ทั้งหมดก็ตกที่นั่งลำบากโดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน อเล็กซ์, บี และเพื่อให้นร่วมทางคนอื่นๆจึงหาทางแก้เซ็งด้วยการไปสนุกที่กระท่อมบาร์ริมหาดแทนที่จะนั่งคอยรถบัสคันต่อไปที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ การตัดสินใจคราวนี้ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันจะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาไปตลอดกาล
พวกเขาสนุกสุดเหวี่ยงกับการเล่นน้ำสมุทรและนอนอาบแดด ตกบ่ายก็นั่งเล่นที่บาร์ พลบค่ำก็นั่งดื่มและเต้นรำกับชาวพื้นเมือง ทุกอย่างดูจะเป็นไปอย่างที่ตั้งอกตั้งใจไว้ แต่ในตอนเช้า พวกเขากลับตื่นขึ้นมาบนหาดทรายและพบว่าตัวเองถูกมอมยา ทรัพย์สินทุกอย่างถูกขโมยไป กลิ่นอันตรายลอยอบอวลอยู่ในอากาศ มีสถานที่หลายแห่งที่นักท่องเที่ยวอเมริกันสามารถเดินทางไปได้อย่างสบายใจไร้เป็นห่วง แต่ไม่ใช่ที่นี่
ยิ่งพวกเขาก้าวย่างไปในชุมชนบราซิลเลี่ยนไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดว่ามีทางหนีรอดน้อยเพียงแค่นั้นลึกเข้าไปในป่าที่มีถ้ำใต้ดินซ่อนอยู่ พวกเขาได้ศึกษาค้นพบความลับสุดสะพรึงเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์ และต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้เอาชีวิตรอดในกับดักกลางป่าบราซิลเลี่ยนแห่งนี้ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเหยื่อรายต่อไป
เกี่ยวกับงานสร้าง
Turistas เขย่าประสาทคนดูด้วยเรื่องราวความกลัวสุดขีดของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ความสนุกสนานและความมั่นใจในความปลอดภัยอันตรธานไปเมื่อพวกเขาเดินทางมาผจญภัยในบราซิล
ผู้กำกับ จอห์น สต๊อคเวลล์ มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับอันตรายในการเดินทางท่องเที่ยวหลังจากถ่ายหนังเรื่องที่แล้ว (Into the Blue) เสร็จ ตอนนั้นเขาไปเที่ยวเปรู “แรกๆก็ตื่นเต้นดีครับ แต่ผมเกือบตายตอนที่ถูกกลุ่มเด็กอายุประมาณ 13 ที่มีปืนปล้นและยิง” สต๊อคเวลล์เล่าประสบการณ์ช็อค เมื่อได้อ่านบทหนังเรื่อง Turistas เขาจึงสนใจกำกับมันทันที “ผมความรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนประสบการณ์ของผม และการเดินทางท่องเที่ยวในแดนที่ไม่ค้นเคย แล้วเจอเรื่องไม่คาดฝันอย่างงี้ มันเป็นเรื่องสากลที่ทุกคนเข้าถึงได้ การได้ไปเที่ยวในสถานที่ห่างไกลแบบนั้น อาจเป็นความฝันของคนอีกหลายๆคน แต่ในความเป็นจริง มันอาจไม่เหมือนอย่างที่คิดเลยก็ได้”
หนังเปิดฉากขึ้นบนรถบัสสภาพบุโรทั่งที่บรรทุกทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น ในกลุ่มนั้นมีคู่พี่น้องวัยรุ่นอเมริกันชื่ออเล็กซ์และบีรวมอยู่ด้วย ซึ่งตัวละครสองตัวนี้รับบทโดย จอช ดูฮาเมล และโอลิเวีย ไวลด์ ผู้กำกับสต๊อคเวลล์มองอเล็กซ์ว่า “เป็นคนที่อาจทะลึ่งไปสั่งโค้กกับแฮมเบอร์เกอร์ในร้านอาหารบราซิลก็ได้ เพราะเขาไม่เคยออกจากอเมริกาเลย เขาเป็นผู้ชายที่ฉลาดและแข็งแรง แต่ขี้ระแวงมากและเชื่อเรื่องอันตรายทุกอย่างที่เคยได้ยินมา”
ดูฮาเมลเอ๋ยถึงตัวละครของเขาว่า “อเล็กซ์เป็นอเมริกันขี้ระแวงที่ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ความกลัวของเขาเปลี่ยนเป็นเรื่องจริง” เช่นเดียวกับผู้กำกับ ดูฮาเมลชอบเรื่องราวที่พลิกผันน่าติดตาม และแก่นเรื่องชวนขนลุกของหนัง “ผมความรู้สึกว่าเรื่องมันน่าติดตามและน่ากลัว ผมชอบ ผมอยากเล่นหนังเกี่ยวกับการเอาดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสภาวะแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยอย่างนี้มานานแล้ว หนังประเภทที่ตัวละครไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินต่อไป แม้ว่าจะเจ็บปวดหรือสภาวะจะน่ากลัวขนาดไหนก็ตาม”
ผู้กำกับสต๊อคเวลล์บอกว่าดูฮาเมลเข้าถึงบทไม่ยากนัก เพราะตัวเขามีส่วนเหมือนกับตัวละครอยู่แล้ว “จอชโตในนอร์ธดาโกต้าและไม่ค่อยได้ออกจากอเมริกาเท่าไหร่ แถมยังเป็นคนระมัดระวังและคิดมากด้วย แต่เข้าก็เป็นผู้ชายที่มีร่างกายแข็งแรง พูดง่ายๆคือเป็นคนที่คุณอยากมีไว้พึ่งเวลาเจออันตรายในป่ากลางบราซิ ล” ส่วนดาราร่วมอย่างโอลิเวีย ไวลด์ เสริมว่า “อารมณ์ขันร้ายๆและความทุ่มเททางร่างกายของจอชทำให้ฉากที่เขาแสดงสมจริงและน่าตื่นเต้น”
ส่วนตัวละครที่เด็กกว่าและอิสระกว่าอย่างบีและเอมี่นั้นสนุกกับวันหยุดที่ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตนี้มาก “บีและเอมี่ตื่นเต้นกับการผจญภัยและอยากสำรวจทุกซอกทุกมุมของที่นี่” สต๊อคเวลล์อธิบาย “พวกคุณฝันอยากเที่ยวบราซิลมาตลอด อยากสัมผัสหาดทราย, ผู้คน, ดนตรี และอาหารของตรงนั้น พวกคุณพร้อมจะผจญภัยทุกอย่าง”
โอลิเวีย ไวลด์ คือดาราสาวที่ดังเป็นพลุแตกจากบทแฟนของมิชช่า บาร์ตัน ในซีรี่ย์เรื่อง The O.C. ซึ่งคราวนี้คุณรับบทเป็นน้องสาวผู้สดใสไร้เดียงสาของอเล็กซ์ “บีคือเด็กสาวอายุ 17 จากเมืองเล็กๆที่ฝันอยากไปเที่ยวเพื่อให้ถ่ายรูปวัฒนธรรมที่แตกต่าง คุณอยากนั่งรถบัส อยากพักในโรงแรม อยากดื่มน้ำ อยากเต้นกับชาวพื้นเมือง คุณไม่เคยเสี่ยงอะไรเลยในชีวิต และนี่คือนัดแรกที่คุณได้เป็นอิสระ คุณรักเอมี่มาก ทั้งคู่เป็นเพื่อให้นกันมาตั้งแต่เด็ก เหมือนพี่น้อง ทำอะไรด้วยกันตลอด ฉันชอบความเป็นครอบครัวระหว่าง อเล็กซ์, บี และเอมี่ พวกเขามาจากเมืองเล็กๆที่สงบสุข และทำทุกอย่างเพื่อให้กันและกัน”
“โอลิเวีย ไวลด์คือเซอร์ไพรซ์ของหนัง” ผู้กำกับสต๊อคเวลล์กล่าว “เหมือนตัวละครของคุณที่เริ่มแรกดูเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่ความจริงเป็นคนบ้าบิ่นและสุดเหวี่ยงกับชีวิต” ไวลด์เองที่ตกลงแสดงเรื่องนี้ก็เพราะสนใจเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบทหนัง “ฉันไม่เคยอ่านเรื่องไหนที่น่ากลัวและมีสีสันน่ามองขนาดนี้มาก่อน มันน่าตื่นเต้น ตึงเครียด และสนุก ฉันนั่งขดตัวบนโซฟา กัดเล็บ พลิกอ่านเหมือนคนบ้า ส่วนใหญ่เราก็เคยเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้รู้สึกตื่นตากับความแตกต่างทางวัฒนธรรมจริงๆ ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จักมันมีอยู่ตลอดแหละ”
เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น บีและเอมี่พยายามโน้มน้าวให้อเล็กซ์ความคิดว่ามีที่นี่คือสวรรค์ ก็อะไรแย่ๆมันจะเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะ “บีชอบคิดะไรไม่เหมือนคนอื่นในครอบครัว” ไวลด์อธิบาย “อเล็กซ์ไม่ชอบวิธีขับรถของคนขับรถบัสขณะที่บีไว้ใจเขา และผ่อนคลาย สนุกกับการผจญภัยต่อไป ดูเหมือนคุณจะคิดเสมอว่าทุกอย่างต้องราบรื่น กระทั่งเหตุการณ์มันพลิกผันสู่ความสยองนั่นแหละ”
สิ่งที่อเล็กซ์กลัวแปลงเป็นจริงเมื่อคนขับรถบังคับรถไม่ได้ ผู้โดยสารเกือบเอาชีวิตไม่รอด ตอนที่รถก็ไหลตกหน้าผาลงไป จากนั้นบีก็ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ นั่นก็คือถ่ายรูปเด็กท้องถิ่นตรงนั้น ทำให้ประชาชนในรถโกรธมาก แต่นักท่องเที่ยวอีกคนหนึ่งในรถเผ่านาช่วยไกล่เกลี่ยให้ คุณคนนั้นก็คือ พรู ซึ่งรับบทโดย เมลิสสา จอร์จ “ฉันแสดงเป็นวัยรุ่นออสเตรเลียผิวแทนที่พูดภาษาท้องถิ่นได้ จึงอธิบายให้นักท่องเที่ยวคนอื่นฟังได้ว่าเด็กที่นี่ถูกคนอเมริกันลักพาตัวไปและไม่รู้ชะตากรรมว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการถ่ายรูปเด็กๆจึงไม่ใช่ความคิดที่ดี แน่ๆว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้ ก็จะรู้ไปทำไม่ล่ะ”
จอร์จต้องไปเรียนภาษาโปรตุเกสหลักสูตรเร่งรัดเพื่อให้จะได้สวมบทนักท่องเที่ยวเจนเส้นทางได้อย่างสมจริง และคุณสามารถพูดได้หลังจากเรียนไปเพียงไม่กี่สัปดาห์แค่นั้น“เมลิสสาเป็นผู้แสดงที่เดินทางเก่งที่สุดในกลุ่ม” ผู้กำกับสต๊อคเวลล์กล่าว “คุณไม่ได้เป็นแค่ดาราหนัง แต่ยังเป็นล่ามให้ผมด้วย”
ต่อมาตัวละครกลุ่มหลักได้รวมตัวกับวัยรุ่นอังกฤษอีก 2 คน นั่นก็คือฟินน์และเลียม (เดสมอนด์ แอสคิว และแม็กซ์ บราวน์) ที่มาเที่ยวบราซิลเพราะอยากเจอสาวสวยให้ได้มากที่สุด ความฝันของทั่งคู่เป็นจริงเมื่อทุกคนในกลุ่มตัดสนิใจเดินไปกระท่อมบาร์ริมหาดที่เคยได้ยินมาแทนที่จะอยู่รอรถบัสคันต่อไปกับชาวท้องถิ่นที่ไม่เป็นมิตร “พวกเขาคิดว่าจะปีนเขากลับขึ้นมาทันรถบัสคันต่อไป” จอร์จเล่า “จากนั้นพวกเขาก็พบว่าบาร์ริมหาดคือสวรรค์บนดิน นี่แหละการผจญภัยที่พวกเขาต้องการ ไม่เคยมีความคิดแว่บเผ่านาในสมองพวกเขาเลยว่าจะเกิดเหตุเลวร้ายขึ้นในตอนท้าย”
บาร์ริมหาดมีทุกอย่างที่พวกเขาฝันถึง ทั้งเครื่องดื่มน่าลิ้มลอง, ชาวพื้นเมืองที่เต้นกันอย่างสนุกสนาน และปาร์ตี้ยาวนานถึงกลางดึก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อเล็กซ์กับบีเถียงกันเรื่องน้ำแข็งว่ากินเข้าไปแล้วจะท้องร่วงหรือเปล่า เช่นเดียวกันกับว่านั่นคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ “มันเป็นตอนเวลาของพี่น้องมากๆ” ไวลด์กล่าว “พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวอเมริกันขนานแท้ ฉันดูฉากนี้ทีไรก็ขำทุกครั้ง ในชีวิตจริง ฉันเดินทางบ่อยมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเป็นคนยุโรป การได้แสดงเป็นผู้หญิงใสซื่อและเก็บตัวจึงสนุก เพราะมันต่างกับตัวฉันดี”
หลังจากสนุกได้สักพัก พวกเขาก็เริ่มความคิดว่ามีแข้งขาเริ่มหนัก ยืนไม่อยู่ รวมทั้งสลบไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเช้าคนก็ไม่เห็นใครสักคนที่อยู่ที่บาร์ด้วยกันเมื่อคืน ข้าวของมีค่าทุกอย่าง ทั้งเงินและพาสปอร์ตก็หายไปหมด ทั้งยังไม่มีวี่แววของชายหนุ่มอังกฤษสองคนที่เจอเมื่อวาน
“ผมอยากสำรวจโลกที่พลิกผันจากดีเป็นร้ายในชั่วพริบตา” ผู้กำกับสต๊อคเวลล์เผย “โลกที่ตำรวจและสถานทูตไม่ใช่ทางเลือก ผมสนใจสำรวจความกลัวของคนอเมริกันเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ และอยากรู้ว่าความบ้าบิ่นไม่กลัวอะไรของวัยรุ่นที่เลือกทางผิดครั้งดียวจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพการณ์เลวร้ายได้มากแค่ไหน โดยที่ไม่สามารถโทรกลับบ้านให้พ่อแม่มาช่วยได้”
พวกเขาเดินไปเรื่อยๆจนเจอเมือง และทุกอย่างก็เลวร้ายลงเมื่ออเล็กซ์สังเกตว่าเด็กคนหนึ่งสวมหมวกของเขาอยู่ เกิดความวุ่นวายขึ้น แล้วกิโก (อักเลส สไตบ์) วัยรุ่นบราซิลเลี่ยนที่พวกเขาเจอที่ปาร์ตี้เมื่อคืนก็ปรากฎตัวขึ้นและเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้หนีออกมาได้ “พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ราษฎรมองเขาเหมือนเป็นศัตรู เพราะฉะนั้นทุกคนจึงโล่งใจเมื่อเจอกิโก” โบ การเร็ตต์ ผู้รับบทเป็น เอมี่ อธิบาย “พวกเขาไว้ใจกิโกมากและเชื่อเขาเมื่อบอกว่ามีบ้านที่ปลอดภัยในป่าไว้ให้ซ่อนตัว พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก และนึกไม่ถึงว่าทุกอย่างจะเลวร้ายในตอนท้าย”
มีกองกำลังหลายกลุ่มทำงานอยู่ในหมู่บ้าน กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ทำธุรกิจอะไรไม่มีใครรู้ แต่เป้าหมายของพวกเขาคงไม่ไกลจากที่นักท่องเที่ยวเดามากนัก และวิธีการนี่สิที่โหด พวกเขาไม่ชอบนักท่องเที่ยวเลย “ราษฎรพวกนี้ถูกกระตุ้นให้คลั่งจากการที่เด็กของพวกเขาถูกลักพาตัวไป” จอร์จกล่าว “สำหรับพวกเขา คนอเมริกันและนักท่องเที่ยวทุกคนต้องรับผิดชอบ ซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนรู้อิโหน่อิเหน่มาก่อน และความรู้สึกว่านี่ไม่ยุติธรรม กลุ่มของเราก็ไม่รู้เลยว่ากำลังเดินเข้าไปเผชิญกับอะไร”
“ราษฎรพวกนี้มีทรรศนะที่แตกต่างโดยเชื่อว่าคนอเมริกันสมควรได้รับการลงโทษ” ดูฮาเมลกล่าว “แก่นเรื่องแฝงเกี่ยวกับสังคมและการเมืองในเรื่องนี้ทันกระแสปัจจุบันมาก และนี่คือหนังฮาร์ดคอร์ที่เล่าถึงสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องเผชิญสำหรับความไม่รู้ และไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา”
เพื่อให้นใหม่พาพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าครึ้ม ทำให้ได้เห็นทิวทัศน์น่าตื่นตา ทั้งถ้ำใต้ดินที่ธรรมชาติสร้าง และป่าไม้สูงลิบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าแปลกๆ แต่ยิ่งหนีเมืองอันตรายมาไกลเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนมีทางหนีรอดน้อยแค่นั้น“ใจจริงอเล็กซ์ไม่ไว้ใจกิโกและไม่อยากตามเขาไป แต่ในสภาวะที่ไม่มีสถานทูต ไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีโทรศัพท์ ทำให้ไม่มีทางเลือก” ดูฮาเมลอธิบาย
“หนังอธิบายความรู้สึกของการเป็นคนนอก และการไว้ใจคนแปลกหน้า หนังจะทำให้เราได้นึกถึงผลลัพธ์ของความประพฤติปฏิบัติขณะเดินทางท่องท่องเที่ยวและความประพฤติของคนต่างถิ่นที่เราไม่รู้จัก นอกจากนี้หนังยังเอ่ยถึงการเอาตัวรอดจากอุปสรรคที่เป็นไปไม่ได้ และตั้งคำถามด้วยว่าเราจะยอมทำอะไรบ้างเพื่อให้ปกป้องคนที่เรารัก” ไวลด์กล่าว
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่ที่กิโกเรียกว่าบ้านพัก สัญชาติญาณของทุกคนก็บอกว่าอันตรายกำลังจะมาถึงตัว พวกเขาคงไม่มีใครหนีเอาชีวิตรอดออกไปจากป่านี้ได้ “บีมีอเล็กซ์คอยช่วยเหลือมาตลอด แต่ในตอนท้ายสภาวะบังคับให้คุณต้องพึ่งตัวเอง” ไวลด์เล่า “คุณแปลงเป็นคนที่เยือกเย็นขึ้น และได้สัมผัสชีวิตอย่างที่คนวัยเท่าคุณไม่เคยได้สัมผัสบีเป็นผู้หญิงที่เปราะบาง แต่ขณะเดียวกันคุณจะกัดฟันสู้เอาชีวิตรอดแบบที่คุณนึกไม่ถึง”
สต๊อคเวลล์เคยเป็นผู้แสดงมาก่อน ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ที่เขาแสดงมี Christine ของจอห์น คาร์เพนเตอร์และ Top Gun รวมอยู่ด้วย ก่อนจะขึ้นแท่นผู้กำกับในภาพยนตร์เรื่อง Blue Crush และ Into the Blue สำหรับผลงานปัจจุบันอย่าง Turistas จะเป็นความหรรษาที่มีแก่นเรื่องโตขึ้น “ผมชอบทำหนังเกี่ยวกับทริปแสนสุขที่ลงเอยด้วยเรื่องเลวร้าย และความน่ากลัวเมื่อคุณเดินออกจากอ้อมอกอันปลอดภัยของอเมริกา ผมอยากทำหนังระทึกขวัญอารมณ์หวาดระแวงที่ความกลัววนเวียนอยู่กับคุณ สิ่งที่กลัวอาจเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง นั่นไม่ใช่ใจความสำคัญ สิ่งที่จริงที่สุดคืออารมณ์กลัว และ Turisras จะกระชากอารมณ์กลัวของคุณแบบถึงใจ”
“นี่ไม่ใช่หนังสำหรับคนขวัญอ่อนแน่ๆ” ดูฮาเมลเสริม “มันสวยงาม เย้ายวน และตลกก็จริง แต่มันก็รังแกจิตใจ น่ากลัว และทนดูไม่ได้ในบางครั้ง มันจะทำให้คุณผวาเลยล่ะ”
มุ่งหน้าสู่บราซิล
Turistas คือภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกที่ถ่ายทำในบราซิลทั้งหมด กองถ่ายกินอยู่ตรงนั้นตรงเวลา 5 เดือน (รวมช่วงก่อนถ่ายทำด้วย) สถานที่ถ่ายทำได้แก่ ป่าเขียวครึ้ม หาดทรายขาวของเมืองอูบาทูบา และถ้ำใต้ดินใกล้เลนคอยส์ที่มีน้ำไหลผ่านดูน่าตื่นตาและยังไม่เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายหนังเรื่องไหนมาก่อน
“เราถ่ายทำกันที่เมืองริมสมุทรเล็กๆแห่งหนึ่งในบราซิล ชื่อเมืองอูบาทูบาและอิตามัมบูกา อยู่ระหว่างริโอเดอจาเนโรและซันเปาโล” ผู้กำกับสต๊อคเวลล์กล่าว “เราจ้างประชาชนตรงนั้นมาร่วมแสดง จึงมีปัญหาเรื่องภาษาอยู่บ้าง เพราะดาราหนังท้องถิ่นและทีมงานส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ แถมาษาโปรตุเกสของผมก็แย่มาก”
อย่างไรก็ตาม สต๊อคเวลล์คิดว่าการถ่ายทำหนังทั้งเรื่องในบราซิลโดยมีทีมงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวบราซิลถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่มีค่า “พวกเขาทำงานหนักด้วยใจและมีความยืดหยุ่นโดยไม่คิดค่าล่วงเวลา” สต๊อคเวลล์เล่า “ถ้าพวกเขาชอบคุณ เขาจะทำงานหลายชั่วโมงโดยไม่เอ๋ยถึงค่าล่วงเวลา (ซึ่งความจริงไม่มีในบราซิล) แต่ถ้าไม่พอใจ พวกเขาจะเลิกทำงานวันนั้นเลยทันที”
ไม่นานหลังจากย่ำเท้าเหยียบอเมริกาใต้ ทีมงานก็เจอเรื่องอกสั่นขวัญแขวนเหมือนๆตัวละคร “พอออกจากสนามบินริโอไปได้ 5 นาที เรามองไปมองมาก็เห็นเด็กผู้ชายถือปืน 9 มม.นั่งอยู่ในรถคันด้านข้าง” สต๊อคเวลล์เล่า ดาราหนังบราซิลเลี่ยนหญิงคนหนึ่งที่คัดมาก็เพิ่งจะถูกลักพาตัวและโดนปืนจ่อเมื่อไม่นาน “ริโอเป็นเมืองที่ไม่แน่ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณจะรู้สึกได้ ผมเองรักเมืองนี้และอยากกลับมาทำงานอีกถ้ามีโอกาส”
ทั้งดาราและทีมงานต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำ “นี่ไม่เหมือนกองถ่ายฮอลลีวู้ดทั่วไปที่มีรถอาร์วีหรือเทรลเลอร์ส่วนตัวให้ผู้แสดง เรามีแค่เสื่อกับเต้นท์ การถ่ายทำก็อิสระ ไม่มีรูปแบบตายตัว เรายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ให้ได้ช็อตอย่างที่ต้องการ เราปรับตัวให้กับการทำงานแบบบราซิลเลี่ยน ดาราหนังต้องพักในโรงแรมสมถะแบบธรรมชาติกลางป่ากลางเขาโดยมีรอยยุงกัดเป็นหลักฐาน”
ไวลด์กล่าวถึงการทำงานกับสต๊อคเวลล์ว่า “นิสัยชอบเตรียมพร้อม ชอบผจญภัย และความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมงานคนอื่นทำตาม เราเข้าฉากทุกวันโดยไม่เสริมสวยหรือทำผม ตามตัวมีรอยยุงกัด และพร้อมแสดงอย่างเต็มกำลัง” คุณเล่าย้อนให้ฟัง “เขาชอบทำให้สภาวะดูสมจริง และฉากน่ากลัวบางฉากก็น่ากลัวจริงๆ” ดูฮาเมลก็เห็นด้วยกับน้องสาวในจอ “ดีที่ผู้กำกับของเรารู้ทิศทางการทำงานว่าควรทำอะไรต่อไป เขาเป็นคนเปิดกว้างแต่ก็มีไอเดียชัดเจนที่ทำให้ผู้แสดงสบายใจ หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องไหนที่เขาเคยทำมาก่อน เพราะฉะนั้นผมรู้ว่าเขามีแรงบันดาลที่สร้างสรรค์สุดๆ”
ผู้กำกับสต๊อคเวลล์ทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพ เอ็นริค เชเดียค อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สร้างบรรยากาศโดดเด่นที่จะเปลี่ยนไปเมื่อสภาพการณ์ที่ตัวละครพบเจอเลวร้ายลง “เราต้องการให้ช่วงแรกของหนังเป็นโทนสีสดใส สีของต้นไม้เขียวจัด สีท้องฟ้าก็เป็นสีฟ้าจัด เราอยากให้บราซิลดูล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ให้รู้ว่าเสน่ห์ของมันเกินต้านทาน แต่พอสภาวะในหนังเริ่มเลวร้ายลง สีของภาพก็เริ่มจาง จนซีดน่ากลัว”
ฉากหนึ่งที่สำคัญของหนังคือบ้านหลบภัยกลางป่าลึกที่กิโกพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไปพัก “สถานที่ถ่ายทำเกือบทุกแห่งเป็นของจิงที่เราเดินหาแล้วเจอ” ผู้กำกับสต๊อคเวลล์กล่าว “บ้านหลังนั้น เราพบโดยบังเอิญตอนเขาไปสำรวจน้ำตกในป่า มันเป็นบ้านที่ดูลึกลับ กลมกลืนกับธรรมชาติ เก่าทรุดเสื่อมโทรม และตั้งอยู่กลางป่าที่รกครึ้ม”
ทีมงานและดาราหนังต่างประทับใจถ้ำใต้ดินที่ใช้ถ่ายทำฉากหลายฉาก ซึ่งถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติชาปาดา ไดอามานทีน่า ในเมืองบาเฮียซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศ “นั่นเป็นสถานที่ถ่ายทำที่สะดุดตาที่สุด” ไวลด์ กล่าว “สถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมทำให้ย้อนนึกถึงประวัติศาสตร์ช่วงที่แดนแห่งนี้ถูกโปรตุเกสยึดครองในยุคล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้นเราจึงใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินบนถนนลูกรัง และกินอาหารในร้านเล็กๆสีสดใสที่เขียนว่า slow food บนประตู และใช้เวลาหลายวันเล่นน้ำตกและเต้นรำบนถนน ฉันนึกถึงเมืองนั้น นึกถึงถ้ำใต้น้ำที่เปล่งประกายสีฟ้าเวลาแสงแดดยามบ่ายส่องกระทบ”
ฉากทรหดที่ต้องอาศัยความพร้อมของร่างกายคือฉากที่ตัวละครต้องหนีเข้าไปในถ้ำใต้น้ำ ฉากนี้ต้องอาศัยความพร้อมด้านความปลอดภัยมากที่สุด “ผมต้องฝึกเคลื่อนไหวใต้น้ำก่อนถ่ายทำ” ดูฮาเมลเล่า “บทนี้ต้องอาศัยความพร้อมทางร่างกาย ผมจึงใช้เวลาเตรียมตัวอย่างสุดกำลัง”
สำหรับฉากถ้ำที่บาเฮีย ไวลด์ต้องการแสดงฉากว่ายน้ำด้วยตัวเองโดยไม่ใช้ดาราแทน แต่พอลงไปในน้ำ คุณก็พบว่าตัวเองกลัวจับใจตอนที่ว่ายน้ำลงไปใต้ผนังถ้ำและพยายามหาอากาศหายใจโดยที่ไม่มีแว่นตาว่ายน้ำ ไม่มีอากาศ และไม่มีแสงสว่าง “ขอบอกก่อนว่าผู้แสดงแทนของฉันชื่อ เมห์แกน เฮนนี่ย์ กรีเอร์ เป็นแชมป์ดำน้ำอิสระที่ทำสถิติดำลึก 165 ฟุตด้วยการหายใจครั้งเดียว!” ไวลด์อวด “ไม่ต้องบอกว่าคุณเจ๋งขนาดไหน แต่ฉันอยากมีโอกาสแสดงฉากนี้เอง ทีนี่พอฉันว่ายผ่านหินพวกนั้นมาได้ ทุกคนก็ปรบมือกันใหญ่ ฉันไม่ได้บอกใครหรอกนะว่าตอนนั้นฉันกลัวมาก มาบอกอีกทีตอนกินข้าวเย็นแบบครอบครัวด้วยกันในคืนหนึ่ง ทุกคนขำกลิ้งเลยล่ะ นี่แหละที่ฉันชอบการทำงานรั้งนี้ ทุกคนจะคอยช่วยเหลือกัน สอนกัน และท้าทายกันตลอด”
ประสบการณ์ของตัวละครในหนังกับดาราหนังและนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวบราซิลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “ถึงเราจะกลับมาพร้อมกระเป๋าเงินและอวัยวะครบ 32 แต่เราก็รู้ว่าแค่เลือกทางผิดครั้งเดียว วามรู้ความเข้าใจผิดครั้งเดียว อุบัติเหตุครั้งเดียว ก็ทำให้สวรรค์ของการเดินทางล่มได้” ดูฮาเมลกล่าว
“เราเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่โชคดีได้ทำสิ่งที่ชอบในแดนที่สวยที่สุดในโลก” ไวลด์ทิ้งท้าย
จอห์น สต๊อคเวลล์ — กำกับ / ให้การสร้าง
สต๊อคเวลล์คือผู้กำกับและมือเขียนบทที่หลงใหลความซับซ้อนของจิตใจคน เห็นได้จากผลงานซีรี่ย์ดราม่าเกี่ยวกับกลุ่มผู้คิดค้นซิลิโคนเสริมหน้าอก, ครูที่สอนให้เด็กนักเรียนโกหกคดโกง และเด็กมีปัญหาที่ชีวิตถูกเติมเต็มด้วยความรัก เขาไม่ลังเลที่จะสร้างผลงานที่ท้าทายและตัวละครที่แตกต่างสู่จอภาพยนตร์ จะว่าไปเขาก็เป็นนักทำหนังที่งานชุกที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด มีงานอีกหลายโปรเจ็คต์รอเขาอยู่ ปัจจุบันสต๊อคเวลล์กำกับ Turistas ให้ท้อดด์ แวกเนอร์ และมาร์ค คูแบน แห่งบริษัท 2929 Productions ส่วนโปรเจ็คต์ต่อไปของเขาคือ Kidd Cannabis ที่สร้างจากชีวิตจริงของกลุ่มวัยรุ่นไอดาโฮที่หาเงินได้จำนวนมหาศาลจากการค้ากัญชา
ผลงานที่ผ่านมาของสต๊อคเวลล์ได้แก่ Into the Blue ของบริษัท MGM ที่เรื่องราวเกี่ยวกับนักดำน้ำ หนังออกฉายในอเมริกาช่วงวันที่ 30 กันยายน 2005 นำแสดงโดย เจสสิก้า อัลบา, พอล วอล์คเกอร์ และสก๊อตต์ แต่ก่อนหน้านั้นเขาได้กำกับ Blue Crush หนังรักบรรยากาศโต้คลื่นสุดฮิตบนตารางบ๊อกซ์ออฟฟิศของบริษัท Universal ที่นำแสดงโดย เคท บอสเวิร์ธ กับบทที่ดันให้คุณโด่งดังจนแปลงเป็นไอดอลคนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป
นอกจากนี้สต๊อคเวลล์ยังกำกับหนังดราม่าเย้ายวนดิบๆเรื่อง Crazy / Beautiful ให้บริษัท Touchstone ด้วย ซึ่งถือเป็นหนังวัยรุ่นแนวแปลกที่นำแสดงโดย คริสเต็น ดันส์ กับบทเด็กมีปัญหาที่ศึกษาค้นพบความหวังและความสุขในชีวิตเมื่อได้พบรักกับชายหนุ่มละตินที่รับบทโดยเจย์ เฮอร์นาเดซ หนังถ่ายทำในลอสแองเจลลิสทั้งหมด โดยสต๊อคเวลล์สามารถถ่ายทอดความดึงดูดใจออกมาได้สมจริง และนำเสนอภาพสังคมที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน รวมทั้งใช้สีฟ้าจัดเพื่อให้สะท้อนภาวะสับสนในใจของตัวละคร
ถัดจากกำกับหนังปัญหาวัยรุ่น สต๊อคเวลล์ก็เปลี่ยนแนวมาเขียนบทหนังเกี่ยวกับชีวิตศิลปินร็อคเรื่อง Rock Star ของบริษัท Warner Bros. ที่กำกับโดย สตีเว่น เฮเร็ก (Mr.Holland’s Opus) และออกฉายในอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนปี 2001 งานนี้สต๊อคเวลล์ลบงทุนทิ้งครอบครัวและทิ้งเพื่อให้นไปศึกษาวัฒนธรรมเฮฟวี่เมทัลเป็นเดือนๆ เพื่อให้จะได้เขียนบทหนังออกมาได้ดิบและสมจริงที่สุด
ผลงานแจ้งเกิดในแวดวงของสต๊อคเวลล์คือ งานเขียนบทภาพยนตร์โทรทัศน์กึ่งสารคดีทางช่อง HBO เรื่อง Breast Men ที่นำแสดงโดย เดวิด ชวิมเมอร์, คริส คูเปอร์, เอมิลี่ พร็อคเตอร์ และหลุยส์ เฟล็ทเชอร์ กับเรื่องราวชีวิตหมอเท็กซัส 2 คนที่คิดค้นซิลิโคนเสริมหน้าอก โดยผลงานเรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมว่าถ่ายทอดใจความสำคัญอื้อฉาวออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง
หลังจาก Breast Men สต๊อคเวลล์ก็เดินหน้าต่อไปด้วยการเขียนบทและกำกับซีรี่ย์คุณภาพอีกเรื่องหนึ่งของ HBO นั่นก็คือ Cheaters ที่ถ่ายทอดด้านมืดและความบิดเบี้ยวทางศีลธรรมของสังคมผ่านเรื่องราวของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายคนหนึ่งในชิคาโก้ที่สอนให้เด็กนักเรียนโกงข้อสอบ Cheaters นำแสดงโดยดาราหนังคุณภาพอย่างมาก ได้แก่ เจฟฟ์ แดเนียล, พอล วอร์วีโน่ และจีน่า มาโลน จนทำให้สต๊อคเวลล์ประสบความสำเร็จในการสร้างผลงานกระทบอารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมหันมาไตร่ตรองนิยามของความผิดถูกอีกที โดยเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy จากผลงานเรื่องนี้ด้วย
สไตล์การกำกับที่มาจากสัญชาติญาณและความราบรื่นในการทำงานกับทั้งดาราใหม่และดาราดังเป็นผลมาจากการที่เขาเคยเป็นผู้แสดงมาก่อน หลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สต๊อคเวลล์ก็ไปเรียนวิชาภาพยนตร์ต่อที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แต่ก็ลาออกในเวลาต่อมาเพราะชอบศึกษาด้วยตัวเองมากกว่า จากการได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์และซีรี่ย์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Losin’ It, Christine, Top Gun, North and South, Billionaire Boys Club สต๊อคเวลล์ก็เรียนรู้วิธีการสร้างหนังด้วยการสังเกต แอบฟัง ถามนู่นถามนี่ จดบันทึก และคอยตามติดช่วยงานทีมงานเพื่อให้เรียนรู้วิธีการสร้างหนัง
ปัจจุบันสต๊อคเวลล์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลลิส
ดารา
จอช ดูฮาเมล (Transformer, Win a Date with Tad Hamilton) รับบท อเล็กซ์ ทรูบิทอน
เมลิสสา จอร์ช (Derailed, The Amityville Horror, Down with Love) รับบท พรู สแต็กเลอร์
โอลิเวีย ไวลด์ (Alpha Dog, The Girl Next Door, ทีวีซีรี่ย์ The O.C.) รับบท บี ทรูบิทอน
โบ การ์เร็ตต์ (Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer, ทีวีซีรี่ย์ Entourage) รับบท เอมี่ แฮริงตัน
เดสมอนด์ แอสคิว (The Hills Have Eyes) รับบท ฟิน เดวี่ส์
แม็กซ์ บราวน์ (True True Lies, Fallen Angels) รับบท เลียม คัลเลอร์